รีวิว Thor The Dark World ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้าโลกาทมิฬ

          รีวิว Thor The Dark World  ธอร์ โลกมืด ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า ลูกชายที่พ่อผู้ปกครองของแอสการ์ดหวังว่าจะประสบความสำเร็จ ด้วยความกล้าหาญและความดีของเขา ซึ่งผิดกับโลกิ (ทอม ฮิดเดิลสตัน) ลูกชายที่พ่อของเขาไม่เคยอยากจะโตเลย เขากลายเป็นวายร้ายที่สร้างความฮือฮาในหนังภาคแรก แต่ทุกวันนี้เขายังเป็นแบบนั้นอยู่หรือเปล่า ผู้เขียนหันไปหากลุ่มคนร้ายอีกกลุ่มหนึ่ง และเรียกพวกเขาว่าดาร์กเอลฟ์ พวกเขาหวังว่าจะนำจักรวาลไปสู่ความมืดมิด อาวุธที่อันตรายถึงตายอย่างไม่ระวัง Ether นักรบ Asgard เอาชนะพวกเขา พร้อมกับซ่อนอาวุธร้ายแรงนี้ไว้ในที่ที่ไม่มีใครพบ และเข้าใจว่าดาร์คเอลฟ์ได้หายไปหมดแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น พวกเขากลับมาอีกครั้งเพื่อเอาอาวุธร้ายแรงนั้นกลับคืนมา

          นี่เป็นเพียงเรื่องสั้นที่มีรายละเอียดมาก ยังมีพอที่อยากลองตามดูเองในโรงงาน หนังพยายามอธิบายให้ยาวพอสมควร แต่ก็มีบางจุดที่ผมรู้สึกไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ แต่นั่นยังไม่เพียงพอที่จะกลบความสนุกจากการตัดต่อและเรื่องราวโดยรวมของภาค ‘ธอร์’ นี้

          หนังเรื่องนี้เข้าฉายหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็น 4DX, IMAX 3D รวมถึง Digital พร้อมระบบเสียง ATMOS แต่ระบบเสียงไม่พอใจ ในขณะที่ภาพในรูปแบบ 3D ยังไม่น่าประทับใจมากนัก แต่ถ้าพูดถึงความเนียนของระบบ CG ถือว่าค่อนข้างดีทีเดียว

         ในส่วนของเนื้อเรื่อง เรียกได้ว่าภาคนี้เน้นการทำสงครามมากกว่า ทำให้เรื่องราวน่าตื่นเต้นและเข้มข้นขึ้น มีฉากแอ็กชั่นมากขึ้น ซึ่งคุณอาจรู้สึกราวกับว่ากำลังดูมันอยู่ เหมือนดูตอนเทพสตาร์วอร์สเลย แถมนางเอกคือ นาตาลี พอร์ตแมน ยิ่งกว่านั้นอีก

          และเมื่อหนังเข้าสงครามชุดเกราะจีนที่ดูเก่า ไม่วาววับเหมือนภาคแรก เพราะภาคใหม่กำกับโดยอลัน เทย์เลอร์ ที่มากำกับ Game of Thrones ภาพยนตร์แอคชั่นซูเปอร์ฮีโร่ที่มีเนื้อหาตลกขบขัน เราสนุกกับการติดตามเรื่องราวอย่างไร อันที่จริงมันเป็นการผสมผสานที่ประสบความสำเร็จใน Iron Man

         โลกิกลายเป็นตัวละครที่ควบคุมทุกฉากในภาคนี้ เขานำสีสันมาสู่ทุกช่วงของเรื่อง มันคงจะไร้สีสันถ้าไม่มีตัวละครนี้ แถมยังแปลงร่างเป็นตัวละครที่น่ารำคาญกว่าเดิมอีกด้วย น่าเสียดายที่การถ่ายทำละครไม่สามารถทำให้เรามีส่วนร่วมได้มากนัก

        ในสไตล์หนัง Marvel นั่งรอจน end credit หมดไป คุณจะพบของสมนาคุณฟรีปรากฏอยู่สองจุด ด้านหลังรายการตัวละครที่มีกราฟิกสไตล์ 3 มิติ และสุดท้าย เครดิตคนงานจำนวนมาก

Moonrise Kingdom : คู่กิ๊กซ่าส์ สารพัดแสบ : ภาพยนตร์โรแมนติก(2012)

Moonrise Kingdom แซมและซูซี่ก่อนวัยรุ่น หนีออกจากบ้าน ตกหลุมรัก และตัดสินใจแต่งงานกันในที่สุด กลับบ้าน ถึงเวลาสำหรับภารกิจค้นหาและปฏิบัติการกู้ภัยที่บ้าคลั่ง

Moonrise Kingdom

ปีพ.ศ. 2508 ที่นี่คือเกาะนิวเพนแซนซ์ที่ไม่มีถนนลาดยาง และคู่รักที่เป็นปัญหาคือวัยรุ่นสองคนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะและเติบโตขึ้นมา และนั่นคือสิ่งที่ทำให้อาณาจักร Moonrise Kingdom ของ Anderson แตกต่างออกไป

แม้ว่าในช่วงปีแรกๆ ของการเป็นวัยรุ่น แซมและซูซี่ทำทุกอย่างที่ทั้งคู่น่าจะโตเป็นผู้ใหญ่และมีความรักอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาพูดถึงเรื่องหวานๆ พวกเขาใฝ่ฝันที่จะปักหลักอยู่ในดินแดนที่ไม่มีผู้ใด พวกเขาอ่านบทกวีและนิทานให้กันและกัน และนำชีวิตมาสู่ละครเรื่องนี้ทั้งหมด

Moonrise Kingdom

ไม่ใช่เพียงชั่วขณะเดียวที่ปรัชญาและอุดมการณ์ของวัยรุ่นที่กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดูตลกขบขันคือการแสดงของนักแสดงนำ จาเร็ด กิลแมนและคาร่า เฮย์เวิร์ด ทั้งสองนำความโง่เขลาของชีวิตวัยรุ่น … และความรอบคอบของวัยผู้ใหญ่ออกมาอย่างง่ายดาย อันที่จริง ทั้งสองทำให้วัยรุ่นเติบโตขึ้นและความรักครั้งแรกดูเหมือนเค้กวอล์ค

ตอนนี้สำหรับส่วนที่สนุก มันออกและออกสถานการณ์ เพราะกลับบ้านไปตามหาคู่รักสองคนที่หนีจากไป มีคนมากมาย ทั้งครอบครัวของซูซี่ พ่อแม่บุญธรรมของแซม (ที่บังเอิญไม่สนใจว่าเขาอยู่ที่ไหน) เพื่อนบ้าน

นักสังคมสงเคราะห์ (ที่คิดว่าทั้งสองต้องการไฟฟ้าช็อต เพื่อเอาชนะความไร้สาระในพฤติกรรม) หน่วยสอดแนมสีกากีแห่งอเมริกาเหนือที่นำโดยปรมาจารย์หน่วยสอดแนม มาสเตอร์ วอร์ด (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) และแน่นอน กัปตันชาร์ป (บรูซ วิลลิส) ตำรวจเกาะที่เล่นไม่เก่ง

A Walk Among the Tombstones (2014) พลิกเกมนรกล่าสุดโลก

            ในมหานครนิวยอร์ก ในช่วงยุคปี 90 ความมืด ยามค่ำคืน สายฝน ถนนที่เฉอะแฉะ เหตุการณ์ในการลักพาตัว และงานสะกดรอยใต้ดินที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อาจจะยุ่งเกี่ยวได้ ทำให้ภาพยนต์สืบสวนสอบสวนอย่างเรื่อง A Walk Among The Tombstones หรือชื่อไทยว่า พลิกเกมนรกล่าสุดโลก มีเสน่ห์ในความลี้ลับของการค้นหาเงื่อนงำในเหตุการณ์ลักพาตัว ผสมความหวาดกลัวและสยดสยอง ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ภาพยนต์แนวบู๊แอ็คชั่น สุดระห่ำ แต่ก็มีเนื้อหาที่ค่อนข้างจะโหดร้ายหนักหน่วงชวนให้ระทึกอยู่เสมอ

A Walk Among the Tombstones สุสาน ความตาย เงื่อนงำ และความโหดร้าย

            ภาพยนต์ พลิกเกมนรกล่าสุดโลก ผลงานการกำกับภาพยนตร์ล่าสุดของ Scott Frank (ผู้เขียนบท เดอะ วูฟเวอรีน) สร้างจากนวนิยายสืบสวนฆาตกรรมเล่มดังของอเมริกาของ ลอว์เรนซ์ บล็อค ซึ่งงานกำกับของสก็อตทำให้รายละเอียดของอารมณ์ของนวนิยายสืบสวนอันเร้นลับ พิศวง น่าสะพรึงกลัว ได้ส่งผ่านด้วยองค์ประกอบต่างๆที่อยู่ภายในภาพยนตร์เรื่องนี้  ไม่ว่าการกำกับการแสดง ซึ่งได้นักแสดงนำอย่าง เลียม นีสัน (เทคเคน1-2,แบทแมนบีกิน) ซึ่งก็ถ่ายทอดความเป็น แมท สคัดเดอร์ อดีตตำรวจฝีมือดีที่ออกจากตำแหน่งและรับงานนักสืบเอกชนใต้ดิน ตัวละครมีบุคลิกซับซ้อน มีมิติค่อนข้างลึกในเชิงเหตุและผลในการคิด ตัดสินใจหรือวางแผนทำอะไร

            ซึ่งทั้งตัวของ สก็อตและ เลียม นีสัน (รับบทเป็น Matthew Scudder) ได้ตีความและถ่ายทอดออกมาจากนวนิยายได้อย่างลึกซึ้ง รวมไปถึงนักแสดงอื่นๆที่มีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องในเรื่อง ไม่ได้ดูเป็นเพียงแค่ตัวประกอบดาษดื่น กลับมีความหมาย ความสำคัญเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันด้วยเหตุและผล และด้วยปูมหลังเชิงลึกของแต่ละตัวละคร ซึ่งแสดงออกมาได้เข้มข้นชัดเจนกันแทบทุกตัวละคร

            เมื่ออดีตตำรวจเก่าฝีมือเยี่ยมอย่างแมทถูกว่าจ้างในงานที่หินที่สุดงานหนึ่งในชีวิต เมื่อภรรยาของพ่อค้ายาเสพติดถูกลักพาตัวไปและถูกฆ่าอย่างโหดร้าย เมื่อไม่อาจพึ่งผู้รักษากฏหมายได้การล่าฆาตกรต่อเนื่องที่ไร้เงื่อนงำใดๆจึงเป็นหน้าที่ของแมท เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างเข้มข้นหนักหน่วงตั้งแต่จนจบ สอดแทรกด้วยเหตุผลและจุดเบี่ยงเบนชีวิตของอดีตตำรวจอย่างแมท ทำให้ตัวเรื่องมีมิติและน้ำหนักเชิงลึกมากและน่าติดตามตลอดตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

            อารมณ์ค่อนข้างที่จะเคร่งเครียด มีความขุ่นมัว หวาดผวาถูกถ่ายทอดผ่านองค์ประกอบต่างๆในการผลิตภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นภาษาภาพต่างๆ ที่ตัวผู้กำกับถ่ายทอดองค์ประกอบภาพได้อย่างยอดเยี่ยม ภาพไม่ได้สั่นไหวจนน่าปวดหัว กลับเรียบง่ายเคลื่อนไหวราบรื่นต่างถ่ายทอดความเค้น ความตึงเครียด และความหวาดผวาผ่านมุมกล้องต่างๆ ขนาดภาพได้อย่างน่าติดตาม

(ถ้าหากว่าตัวผู้กำกับภาพตัดสินใจใช้ภาพแบบสั่นไหวชวนปวดหัว เสน่ห์ในการเล่าเรื่องอาจขาดหายไปเลยก็ได้) การออกแบบงานสร้างก็ทำได้ดีอย่างน่าชื่นชม ทำให้เราเห็นภาพของมหานครนิวยอร์กในยุคปี90 ในยุคY2K ในแง่มุมที่ไม่ปลอดภัยได้อย่างน่าหวาดกลัว เกือบครึ่งเรื่องเกิดขึ้นในคืนฝนตก หรือกลางคืนที่น่าหวาดกลัวของเมืองใหญ่ ถ่ายทอดออกมาได้อารมณ์ทีเดียว

A Walk Among the Tombstones งานที่ตำรวจไม่อาจยุ่งเกี่ยว สู่การไล่ล่าซ้อนแผน

            แน่นอนว่าการออกแบบเสียง รวมไปถึงเพลงประกอบ (ถ้าหากจะให้ฟังแบบซาวน์แทรก) จะพบกับความละเอียดละเมียดละไมในการออกแบบเสียง ไม่ได้เป็นธรรมชาติแต่ให้อารณ์ถึงขีดสุด การตัดต่อไม่ได้หวือหวามาก แต่ค่อยๆเล่าเรื่องราวค่อยเป็นค่อยไปและได้อารมณ์เป็นอย่างดี ทุกองค์ประกอบตั้งแต่การกำกับ การแสดง จนถึงการตัดต่อเป็นองค์ประกอบที่ผสมผสานและถ่ายทอดอารมณ์ของภาพยนตร์ได้อย่าง “ทริลเลอร์-ลึกลับ”

            ราวกับการอ่านนิยาย แนวสืบสวนฆาตกรรมที่สนุกสนานและมีความโหดร้ายอยุ่ในตัว เรื่องหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วพออ่านจบแล้วคุณจะบอกว่า A Walk Among The Tombstones เป็นหนังเรื่องที่ยอดเยี่ยมมีชั้นเชิงเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ถ้าหากคุณสนใจหนังมาใหม่ หนังสนุกๆก็สามารถติดตามรีวิวและรับชมหนังใหม่ได้ที่…….และถ้าหากคุณสนใจบทความพนันอื่นๆก็สามารถคลิกเข้ามาได้ที่ วิธีเล่นเกมส์สล็อต